หากใครเคยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ จะรู้ว่าความอดทน คือสิ่งสำคัญ เพราะต้องรอมันลากหัวพิมพ์ซ้อนกันทีละเลเยอร์จนกว่าจะเสร็จ
แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยชิงหวา ได้เปิดตัวเทคโนโลยี DISH หรือ Digital Incoherent Synthesis of Holographic light fields ด้วยการใช้ การพิมพ์ 3 มิติแบบโฮโลแกรม ที่ฉีดแสงสร้างชิ้นงานได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที
ปกติแล้ว 3D Printer ทั่วไปเปรียบเสมือนช่างก่ออิฐที่ค่อย ๆ วางทีละก้อน แต่ระบบ DISH ทำงานเหมือน เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ 3 มิติ โดยการยิงลำแสงโฮโลแกรมเข้าไปในเรซินพร้อมกันจากหลายทิศทางผ่านกล้องปริทรรศน์ความเร็วสูง ทำให้เรซินแข็งตัวเป็นรูปทรงที่ต้องการ ทั้งชิ้น ในคราวเดียว
ความน่าสนใจของ DISH
– ความเร็วในการขึ้นรูปสูงถึง 333 ลูกบาศก์มิลลิเมตรต่อวินาที
– สร้างวัตถุเสร็จสมบูรณ์ในเวลาเพียง 0.6 วินาที
– รักษาความละเอียดของโครงสร้างได้เล็กถึง 12 ไมโครเมตร
เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติความเร็วสูงนี้ไม่ได้มีดีแค่ความเท่ แต่มันคือจุดเปลี่ยนของหลายอุตสาหกรรม เช่น
1.ด้านการแพทย์ พิมพ์โมเดลเนื้อเยื่อที่มีความซับซ้อนเพื่อใช้ทดสอบยาหรือปลูกถ่ายเนื้อเยื่อได้ทันที
2.หุ่นยนต์จิ๋ว โดยสามารถสร้างชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มีความละเอียดสูงและมีส่วนโค้งเว้าซับซ้อนซึ่งระบบเก่าทำไม่ได้
3.การผลิตเชิงอุตสาหกรรม ที่ช่วยลดคอขวดในสายการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือเลนส์กล้อง
ซึ่งการเปลี่ยนจากเข็มฉีด มาเป็นลำแสงในการผลิต ซึ่งมันคือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการ Additive Manufacturing ที่โลกต้องจับตามอง
ต้องยอมรับว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้ 3D Printing ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสายการผลิตแบบ Mass Production ได้เต็มตัวก็คือความเร็วครับ ที่ผ่านมาเราเห็นการพัฒนาวัสดุ เห็นการพัฒนาความละเอียด แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นการเพิ่มสปีดจากชั่วโมงมาเหลือเพียงเสี้ยววินาที โดยไม่เสียความละเอียดไป
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ DISH เลือกใช้แสง แทนกลไกการเคลื่อนที่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความคลาดเคลื่อนจากการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรได้ด้วย ถ้าเทคโนโลยีนี้ถูกขยายสเกลให้พิมพ์งานขนาดใหญ่ขึ้นได้เมื่อไหร่ เราอาจจะได้เห็นโรงงานยุคใหม่ที่ไม่ต้องมีแม่พิมพ์ อีกต่อไป แต่อยากได้อะไรก็แค่ฉายแสง ออกมาเป็นของชิ้นนั้นเลย… โลกการผลิตกำลังจะสนุกขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยแหละ
ที่มา








