ช่วงนี้ถ้าใครไถฟีด Instagram, TikTok หรือ Facebook คงหนีไม่พ้นเทรนด์สุดฮิตที่ใครๆ ก็แห่ทำกัน นั่นคือการสั่งให้ AI สร้างภาพการ์ตูนล้อเลียนชีวิตตัวเอง ด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “สร้างภาพล้อเลียนเกี่ยวกับเราและงานของเรา จากทุกสิ่งที่ AI รู้เกี่ยวกับเราทั้งหมดทีสิ! ผลลัพธ์ที่ได้มักจะออกมาน่ารัก น่าทึ่ง เพราะ AI ดึงเอาไลฟ์สไตล์ ที่ทำงาน หรือแม้แต่ครอบครัวของเรามาวาดได้อย่างแม่นยำ
ฟังดูเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สนุกดีใช่มั้ยล่ะ? แต่สิ่งนี้มีความน่าเป็นห่วงอยู่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จาก แคสเปอร์สกี้ได้ออกมาเตือนว่า ภายใต้ภาพวาดสุดคิวท์นี้ เราอาจกำลังยื่นกุญแจบ้านดิจิทัล ให้กับมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว
รู้หรือไม่ว่าคำสั่งประเภทนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนแค่ฟิลเตอร์แต่งรูปขำๆ แต่เขาเตือนว่า เรากำลังอนุญาตให้ AI เจาะลึก เข้าไปในโปรไฟล์ของเราแบบไม่มีลิมิต เพื่อให้ภาพออกมาแม่นยำที่สุด
AI จะกวาดข้อมูลทุกอย่างที่เราเคยโพสต์ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อบริษัท โลโก้ที่ทำงาน ตำแหน่งงาน โลเคชั่นร้านกาแฟที่ไปประจำ งานอดิเรก ไปจนถึงหน้าตาสมาชิกในครอบครัว
ข้อมูลยิบย่อยเหล่านี้แหละครับ คือขุมทรัพย์ชั้นดีของอาชญากรไซเบอร์ เมื่อภาพ ข้อความ และบริบทชีวิตของเราถูกนำมารวมกัน มันคือการสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ ลองจินตนาการดูว่า มิจฉาชีพสามารถใช้ข้อมูลนี้ปลอมตัวเป็นเพื่อนร่วมงาน ทักมาอ้างอิงถึงสถานที่ที่เราเพิ่งไป หรือพูดถึงลูกๆ ของเราได้อย่างแนบเนียน ความน่าเชื่อถือของการหลอกลวงจะเพิ่มขึ้นแบบพุ่งปรี๊ด จนเหยื่ออาจเผลอโอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญไปแบบงงๆ
นายเอเดรียน เฮีย ผู้บริหารจากแคสเปอร์สกี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้คนในภูมิภาคนี้จะเห่อใช้ AI กันมากถึง 78% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ความรู้ด้านการป้องกันตัวทางเทคโนโลยียังตามไม่ทัน กระแสไวรัลนี้จึงเปรียบเสมือนการแจก แผนที่นำทาง ให้แฮกเกอร์เปลี่ยนอีเมลหลอกลวงกะโหลกกะลา ให้กลายเป็นการโจมตีแบบเจาะจงตัวบุคคลที่สมบูรณ์แบบจนระบบป้องกันของตัวเราเองยังตั้งรับไม่ทัน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่เราป้อนให้ AI ไม่ได้หายวับไปในอากาศเมื่อสร้างรูปเสร็จนะครับ ทั้งรูปภาพต้นฉบับ ข้อความสั่งการ ไอพีแอดเดรส หรือข้อมูลอุปกรณ์ของเรา อาจถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์เพื่อนำไปฝึกฝน AI รุ่นต่อไป ซึ่งมันจะคงอยู่ยาวนานกว่าที่คุณคิดแน่นอน
แล้วข้อมูลของเรา มีโอกาสหลุดไปถึงมือแฮกเกอร์อย่างไร?
1.การถูกเจาะระบบที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ซึ่งจะทำให้ข้อมูลหลุดออกไป
2.นโยบายความเป็นส่วนตัวที่แฝงการขายข้อมูล แอปอะไรที่ไม่น่าไว้ใจ ก็อย่าไปเล่นมัน ซึ่งแอปใหญ่ ๆ ก็อาจจะขายก็ได้ เพียงแค่เราไม่รู้
3.ตัวผู้ใช้งานแชร์ ผลลัพธ์นั้นออกไปเอง
เล่นสนุกอย่างไร ให้ปลอดภัย ไม่โดนแฮก?
ถ้าอยากเกาะเทรนด์ให้ทันแบบไม่เสี่ยง แคสเปอร์สกี้มีข้อแนะนำง่ายๆ ดังนี้ครับ
– อย่าบอกหมด หลีกเลี่ยงการพิมพ์ข้อมูลส่วนตัวที่ระบุตัวตนได้ชัดเจน เช่น ชื่อเต็ม, ที่อยู่, ตำแหน่ง, ชื่อบริษัท หรือตารางชีวิตประจำวัน
– เซนเซอร์สักนิด ไม่อัปโหลดรูปภาพที่ติดโลโก้บริษัท, ป้ายทะเบียนรถ, บัตรประชาชน หรือวิวที่ระบุพิกัดบ้านหรือที่ทำงานได้ชัดเจน
– กันเด็กๆ ไว้ห่างๆ ไม่แชร์ข้อมูลหรือภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพนำไปสร้างเรื่องราวหลอกลวง
– สละเวลาสักนิดอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของแพลตฟอร์มว่า เขานำข้อมูลเราไปทำอะไรต่อบ้าง
– ติดตั้งโปรแกรมเสริมเกราะป้องกันด้วยซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย เช่น Kaspersky Premium ที่ช่วยสกัดลิงก์อันตรายและเทคนิคการหลอกลวงต่างๆ ปกป้องอุปกรณ์ของคุณให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ที่มา
บทความแถลงข่าวของ Kaspersky








