[Top Stories] แม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย แต่วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โลกได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับภารกิจ Artemis II เมื่อมนุษย์อยู่ห่างจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยสามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์ได้อีกครั้งผ่านยาน Orion ก่อนจะอ้อมหลังดวงจันทร์แล้วเดินทางกลับสู่โลกในเร็ว ๆ นี้ แน่นอนว่าทันทีที่แตะพื้นโลก ก็สามารถประกาศได้เลยว่า NASA สามารถส่งมนุษย์ไปกลับดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งที่ 2 ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะมาพร้อม “ถ้วยรางวัล” สุดพิเศษ นั้นคือใบเบิกทางสู่ความเป็นไปได้หลากหลาย เช่น ‘การเดินทางสู่ดาวอังคาร’ ในอนาคต

“วันนี้พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนอเมริกาทั้งประเทศภูมิใจจริง ๆ นักบินอวกาศผู้กล้าหาญทั้ง 4 ของ Artemis II คือผู้บุกเบิกยุคใหม่อย่างแท้จริง”
คำกล่าวของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ Donald Trump ต่อนักบินอวกาศทั้ง 4 ซึ่งประกอบไปด้วย ชาวสหรัฐฯ 3 ราย และชาวสหรัฐฯ 1 ราย หลังวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2026 สามารถเดินทางออกนอกโลกได้ไกลที่สุดถึง 252,756 ไมล์ หรือประมาณ 406,771 กิโลเมตร ซึ่งทำลายสถิติระยะทางของยาน Apollo 13 ที่ทำไว้ในปี 1970 ไปกว่า 6,437 กิโลเมตร
Astronaut Reid Wiseman captured this stunning image of the Moon using nothing more than an iPhone 17 Pro.
the same camera that fits in your pocket. pic.twitter.com/mZevaDhhIT
— Earth (@earthcurated) April 6, 2026
และยังกลายเป็นมนุษย์กลุ่มแรก ที่ได้เห็นพื้นที่บางส่วนของ “ด้านไกล” ของดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า (ไม่ใช่ด้านมืดนะเออ) จนมีภาพถ่ายจาก iPhone 17 Pro ของนักบินรายหนึ่งถ่ายมาให้เห็นอีก ซึ่งเป็นภาพถ่ายดวงจันทร์ในระยะประชิด ที่เห็นรายละเอียดได้ชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ด้านไกลของดวงจันทร์แบบเต็ม ๆ จาก NASA
บทเรียนจาก Apollo 1 ถึง 17 (และการเมือง)
อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็น Artemis II ที่ว่าด้วยภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์นั้น NASA ต้องผ่านบททดสอบมาไม่น้อย ผ่านโครงการ Apollo นับตั้งแต่ 1 – 17 ซึ่งทดสอบความเป็นไปได้ในการเดินทางสู่อวกาศมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะบทเรียนที่ไม่มีวันลืมอย่าง “Apollo 1”

เนื่องด้วยสถานการณ์ในช่วงปี 1960 เกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียต (ก่อนจะมาเป็นรัสเซีย) ที่มีการแข่งกันหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านอาวุธและอวกาศ ซึ่งตอนนั้นเองสหรัฐฯ ถูกโซเวียตแซงหน้าการแข่งขันด้านอวกาศ อย่างการส่งดาวเทียมดวงแรก ‘Sputnik-1’ และการส่ง ‘Yuri Gagarin’ มนุษย์คนแรกที่เดินทางไปสู่อวกาศได้สำเร็จผ่านยาน Vostok 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 1961
แน่นอนว่าทางสหรัฐฯ ไม่ยอมน้อยหน้า (เด็ดขาด) จึงเร่งเดินหน้าโครงการอวกาศเพื่อแข่งขันโดยเฉพาะ ดันให้ National Aeronautics and Space Administration หรือ NASA องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ เร่งมีผลงานโดยไว จนออกมาเป็น Apollo 1 ภารกิจทดสอบยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมครั้งแรกของ NASA

ทว่า Apollo 1 กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม หลังการทดสอบบนแท่นปล่อยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1967 ซึ่งก็ได้คร่าชิวิตของนักบินอวกาศทั้ง 3 ท่าน (Gus Grissom , Ed White และ Roger Chaffee) จากโมดูลควบคุม (CM-012) รหัส AS-204 ที่ถูกสร้างอย่างเร่งรีบจนมีปัญหาทางเทคนิคมากมาย ที่แม้แต่นักบินก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติ และไม่ไว้วางใจเลยตั้งแต่แรก ทว่าด้วย ‘หน้าที่’ ก็ต้องทำภารกิจให้ลุล่วงเท่านั้น สุดท้ายก็เกิดประกายไฟเล็ก ๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ส่งผลให้โมดูลควบคุมดังกล่าว กลายเป็นเตาย่างที่ปิดตายทันที…
นับแต่นั้น NASA ได้รื้อระบบความปลอดภัยและออกแบบตัวยานใหม่ทั้งหมด และพยายามคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด ทั้งเป็นเหตุให้ไม่มีชื่อโครงการ Apollo 2 และ 3 ด้วย (เพื่อเป็นการให้เกียรติ) จนข้ามไปโครงการ Apollo 4 – 6 ก็มีการทดสอบการบินสู่อวกาศแบบ “ไร้คนขับ” เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของจรวด Saturn V และโมดูลลงจอดบนดวงจันทร์

จนมาถึงโครงการ Apollo 7 ที่เมื่อ NASA มั่นใจในความปลอดภัยแล้ว ก็ทำการทดสอบการบินของยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมไปด้วย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1968 นับจากเหตุการณ์ใน Apollo 1 เมื่อเดือนมกราคม 1967 โดยเป็นการทดสอบยานควบคุมแบบใหม่อย่าง Command/Service Module (CSM) ในวงโคจรของโลกยาวนาน 11 วัน

ระหว่างนั้นก็มีการทดสอบระบบอีกมากมาย จนในที่สุดก็มาถึงโครงการ Apollo 11 ภารกิจที่คนทั้งโลกรอคอยและเป็นประวัติศาสตร์ เมื่อ 3 นักบินอวกาศชื่อดังทั้ง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ประทับรอยเท้าแรกบนพื้นผิวดวงจันทร์บริเวณ Sea of Tranquility พื้นที่สีเข้มที่มองเห็นได้จากโลก ในขณะที่ Michael Collins ขับยานแม่โคจรรออยู่ด้านบน

ปิดท้ายด้วย Apollo 17 ภารกิจสุดท้ายของโครงการ Apollo และเป็นครั้งแรกที่มีนักธรณีวิทยาเดินทางไปดวงจันทร์ด้วย (Eugene Cernan , Ronald Evans และ Harrison Schmitt ที่เป็นนักธรณีวิทยา) ครั้งสุดท้ายที่มนุษย์ได้เหยียบดวงจันทร์ในศตวรรษที่ 20 จากนั้นก็เว้นยาว ๆ
โครงการ Apollo ทั้งหมดนั้น ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า “มนุษย์สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้จริง” ทว่า NASA ก็ต้องมาตระหนักถึงต้นทุนที่ใช้ไปทั้งหมด ซึ่งมันมหาศาลมาก ๆ แม้จะได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็ตาม อีกทั้งขีดจำกัดของเทคโนโลยีที่มีในตอนนั้น ที่ไม่สามารถส่งมนุษย์ไปอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาวได้จริง ๆ ความเสี่ยงก็ยังสูงอยู่ด้วย

จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 50 ปี ถึงมีโครงการสานต่ออย่าง Artemis (2022) แต่มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป เป็นการทดสอบจรวด SLS และยาน Orion แบบไร้คนขับ ให้โคจรรอบดวงจันทร์ เทียบเคียงได้กับภารกิจ Apollo 4 กับ Apollo 8 และในที่สุดก็ถึงคิวของ Artemis II รอบนี้เป็นการส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 5 ทศวรรษ แม้จะไม่มีเป้าหมายลงจอดก็ตาม แต่ทั้งหมดก็เพื่อทดสอบ ระบบช่วยชีวิต ก่อนก้าวสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ก้าวต่อไปของ Artemis II

กลับมาที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Artemis II ปัจจุบันยาน Orion ได้เสร็จสิ้นภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์แล้ว และกำลังอยู่ในเส้นทางเดินทางกลับสู่โลก โดยมีกำหนดการพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศโลกในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นการทดสอบแผ่นกันความร้อน ก่อนจะกางร่มชูชีพและลงจอดบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย
ท้ายนี้ข้อมูลจาก Artemis II จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่ออนุมัติความพร้อมของภารกิจ Artemis III ซึ่งจะเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์กลับไปประทับรอยเท้าบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก่อนหน้าต่อไปคือการตั้งฐานบนดวงจันทร์ เพื่อเดินทางไปยัง “ดาวอังคาร” อันเป็นหมุดหมายสำคัญของ NASA และมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้
ฉะนั้นภารกิจ Artemis II จึงไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จ แต่เป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพามนุษยชาติก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และเริ่มต้นยุคทองของการสำรวจอวกาศห้วงลึกอย่างเป็นทางการในอนาคตนั้นเองครับ
ที่มา : CBSnews , Astronomy , NASA








