หมดกังวล โดนขโมยข้อมูลไปเทรน AI ส่องอุปกร์ สร้าง Personal Cloud ส่วนตัว

Personal Cloud

ข้อมูลส่วนตัวของคุณยังเป็นของคุณ 100% หรือเปล่า? เลิกเสี่ยงกับการถูกแอบเทรน AI บน Cloud สาธารณะ แล้วเปลี่ยนมาใช้ Personal Cloud

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เฟื่องฟู เริ่มมีข้อสังเกตว่าผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะบางราย แอบซ่อนเงื่อนไขการนำข้อมูลผู้ใช้ไปเทรน AI ไว้ในข้อตกลงแบบตัวเล็กจิ๋วไหม เท่ากับว่าตอนนี้เราอาจจะกำลังเสียทั้งเงินค่าเช่าพื้นที่รายเดือน แถมยังสุ่มเสี่ยงที่จะเสียความเป็นส่วนตัวไปแบบไม่รู้ตัว

คำถามคือ… จะดีกว่าไหม ถ้าเราย้ายข้อมูลทั้งหมดกลับมาไว้ในบ้าน ของเราเอง จ่ายเงินซื้อขาดครั้งเดียวจบ แถมได้ความปลอดภัยขั้นสุด

Techhub อยากพาทุกคนมารู้จักกับ Synology BeeStation อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนบ้านเราให้กลายเป็น Personal Cloud แบบง่ายสุด ๆ ชนิดที่ว่าไม่ต้องเป็นเด็กไอทีก็ทำได้ มาดูกันว่าทำไมเจ้านี่ถึงเป็นฮีโร่กู้คืนความลับ และจะมาแทนที่คลาวด์สาธารณะแบบเดิม ๆ ได้จริงหรือเปล่า?”

1. ข้อดีของ Personal Cloud ซื้อขาดบ้านตัวเอง ดีกว่า เช่าอพาร์ตเมนต์

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ การใช้ Public Cloud ก็เหมือนเราเช่าอพาร์ตเมนต์ อยู่ครับ สะดวกก็จริง แต่เราไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง วันดีคืนดีเขาจะขึ้นค่าเช่า จำกัดพื้นที่ หรือเปลี่ยนกฎการให้บริการเราก็ต้องก้มหน้ายอมรับ แต่ Personal Cloud มันคือการซื้อบ้านเป็นของตัวเอง และเราเป็นเจ้าของพื้นที่ 100%

ข้อดีที่กินขาดเลยคือ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ในยุคที่ AI กำลังเฟื่องฟู หลายคนคงเริ่มกังวลว่าไฟล์งานสำคัญ รูปถ่ายส่วนตัว หรือความลับของงานที่ฝากไว้บนคลาวด์สาธารณะ จะถูกแอบเอาไปเทรน AI หรือเปล่า? ซึ่งต้องยอมรับว่า บางบริษัทมีเงื่อนไขนี้ซ่อนอยู่ใน Terms of Service แบบตัวเล็กจิ๋วเลย แต่พอมาใช้ BeeStation ข้อมูลทุกบิตจะถูกเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ที่บ้านเราเท่านั้น ไม่มีใครมาแอบดู ไม่มีการเอาข้อมูลไปฝึก AI มั่นใจได้เกินร้อยว่า ความลับของเราจะไม่หลุดไปไหนแน่นอน

2. Setup ง่ายจนงง ใครว่า NAS ต้องตั้งค่ายุ่งยาก

ภาพจำของอุปกรณ์คลาวด์ส่วนตัว หรือ NAS หรือ Network Attached Storage ในหัวหลายคนคือ ต้องเป็นตู้ดำ ๆ ใหญ่ ๆ มีไฟกระพริบรัว ๆ ต้องไปตั้งค่า IP Address งง ๆ ใช่ไหมครับ ตอนนี้เค้าให้ออกให้ผู้ใช้ทั่วไป ได้ใช้งานง่ายมากขึ้นแล้ว

Synology BeeStation ถูกออกแบบมาให้ ใคร ๆ ก็ใช้ได้ แค่ทำตามสเต็ปง่าย ๆ:เสียบปลั๊ก > เสียบสายแลนเข้าเร้าเตอร์ที่บ้าน > โหลดแอปในมือถือ > ล็อกอิน > สแกน QR Code ใต้เครื่อง และกดเชื่อมต่อ จบปิ๊ง! แค่นี้เราก็มีคลาวด์ส่วนตัวใช้แล้ว ง่ายระดับที่ซื้อไปให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ Smartphone เป็นประจำอยู่ ท่านก็ยังสแกนใช้งานเองได้แบบไม่ยุ่งยาก

3. หน้าตาแอปสุดคุ้นเคย แทบไม่ต้องเรียนรู้ใหม่

 

หน้าตาแอป เมื่อใช้ผ่าน Browser

หากใคร ต้องการใช้ผ่าน เบราว์เซอร์เท่านั้น ก็ให้ไปที่ Portal ของ Synology ได้เลยครับ

หน้าตาแอป ถ้าเราติดตั้งในคอมพิวเตอร์

พอตั้งค่าเสร็จ หลายคนอาจจะกลัวว่าแอปมันจะใช้ยากไหม? Synology เขาทำการบ้านมาดีมากครับ ทั้งแอปบน Smartphone (BeeFiles และ BeePhotos) รวมถึงแอปบน Desktop UI ถูกออกแบบมาให้หน้าตาคล้ายคลึงกับบริการคลาวด์สาธารณะชื่อดัง ฟังก์ชันการลากวางไฟล์ การสร้างโฟลเดอร์ การซิงค์รูปภาพ ทุกอย่างอยู่ในจุดที่คุณคุ้นเคยแทบทั้งหมด ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่ให้หงุดหงิด เปิดแอปปุ๊บ ใช้งานคล่องปั๊บเลยล่ะ

4. BeeFiles ผู้ช่วยคนสำคัญ สานต่อทุกงานไม่มีสะดุด

ข้อนี้สายครีเอเตอร์ นักออกแบบ ช่างภาพ หรือพนักงานออฟฟิศที่ชอบเอางานกลับมาทำที่บ้านน่าจะรักเลยครับ เพราะหากเมื่อเราลงโปรแกรม BeeFiles ไว้ในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น PC เครื่องแรงที่ออฟฟิศ หรือแล็ปท็อปบางเบาที่บ้าน ตัวโปรแกรมจะทำการสร้าง ไดรฟ์จำลอง ขึ้นมาในเครื่องของเรา ทำให้สามารถเลือกเซฟไฟล์ ลงในไดรฟ์นั้น ๆ ได้ทันที ไม่ต้องเซฟก่อน แล้วค่อยกดอัปโหลดขึ้นคลาวด์ครับ 

ความเจ๋งคือ เราสามารถทำงานต่อจากจุดที่ทิ้งไว้ได้ทันที สมมติว่าคุณกำลังตัดต่อวิดีโอหรือทำพรีเซนต์ที่ออฟฟิศ พอเซฟลงไดรฟ์ของ BeeStation ปุ๊บ กลับมาถึงบ้าน เปิดแล็ปท็อปขึ้นมา ไฟล์นั้นก็มารอเราอยู่แล้ว กดเปิดและแก้ไขต่อได้เลยจากเดสก์ท็อปทุกเครื่อง

แถมฟีเจอร์นี้ยังช่วย เพิ่มพื้นที่ว่างในคอมพิวเตอร์ ของเราได้มหาศาล เพราะระบบจะดึงไฟล์จาก BeeStation มาเฉพาะตอนที่เราเรียกใช้งาน ไม่ได้สูบพื้นที่ใน SSD ของเครื่องเราไปทั้งหมด บอกเลยว่า เหมาะกับสายผลไม้มาก ๆ 

5. ปราการเหล็กแห่งการ Backup ด้วย Acronis True Image (ใช้ฟรี 3 ปี)

สาย Freelance และ Creator น่าจะเคยใจสั่นกับข่าว Ransomware ที่เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่ระบาดหนัก ล็อกไฟล์งานทั้งหมดแล้วบังคับให้จ่ายตังค์เพื่อปลดล็อก ข่าวดีคือ Synology  จับมือกับ Acronis ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ความปลอดภัย

เพียงแค่เราใช้งาน BeeStation เราจะได้รับสิทธิ์ใช้โปรแกรม Acronis True Image ฟรีถึง 3 ปีเต็ม โปรแกรมนี้จะช่วย Backup ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณแบบออโต้ หมายถึง โคลนนิ่งทั้งเครื่องนะ ไม่ใช่แค่ไฟล์งาน ซึ่งถ้าเกิดแจ็คพอตแตกโดน Ransomware โจมตีเข้าจริง ๆ เราก็แค่ใช้ Acronis กู้คืนระบบทั้งหมดกลับมา สบายใจได้เลยว่าไฟล์งานที่อุตส่าห์ปั่นมาทั้งเดือนจะไม่โดนจับไปเรียกค่าไถ่แน่นอน 

ทั้งนี้ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลการทำ Recovery เพิ่มเติมครับ

6. แชร์ลิงก์ให้ลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน ปลอดภัยหายห่วง

นอกจากเก็บไว้ใช้เองแล้ว เรายังสามารถแชร์ลิงก์ไฟล์หรือโฟลเดอร์ไปให้คนอื่นได้ง่าย ๆ เหมือน Public Cloud เลยครับ โดยกดให้เราเลือกที่ Folder ที่เราต้องการแชร์ คลิกขวา แล้วเลือก Enable Sharing link จากนั้นสไลด์เปิดที่ Share publicly ครับ

และที่เริ่ดกว่านั้นคือ เราตั้งค่าความปลอดภัยของลิงก์ ได้ละเอียดมาก ทั้งการตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าดู หรือตั้งวันหมดอายุของลิงก์ เหมาะมากเวลาต้องส่งไฟล์งานไฟนอลให้ลูกค้าชั่วคราว ป้องกันปัญหาไฟล์งานหลุดในอนาคต 

7.ถ่ายปุ๊บ ซิงค์ปั๊บ ทีมตัดต่อพร้อมลุย ไม่ต้องรอคนกลับออฟฟิศ

ข้อนี้สาย Content Creator, Vlogger หรือทีม Production เล็ก ๆ ต้องกรีดร้องด้วยความถูกใจครับ

ลองนึกภาพตามนะครับ ปกติเวลาเราออกไปถ่ายงานข้างนอกด้วยสมาร์ทโฟน พอถ่ายเสร็จปุ๊บ กว่าทีมตัดต่อที่ออฟฟิศจะได้คิวทำงาน ก็ต้องรอเราฝ่ารถติดกลับไปเสียบสายดึงไฟล์ลงคอมพิวเตอร์ หรือถ้าจะให้ไวกว่านั้น ก็ต้องมานั่งเสียเวลากดอัปโหลดไฟล์วิดีโอหนัก ๆ ขึ้นคลาวด์สาธารณะทีละไฟล์ กว่าจะเสร็จก็กินแบตเตอรี่ กินเวลาไปบานเบอะ

แต่ด้วยความฉลาดของแอปบนมือถือของ BeeStation เราสามารถตั้งค่าให้อัปโหลดไฟล์อัตโนมัติ ได้เลยครับ ทันทีที่เรากดหยุดถ่าย ไฟล์วิดีโอหรือรูปภาพนั้นจะถูกซิงค์วิ่งตรงดิ่งกลับไปที่โฟลเดอร์ใน BeeStation ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเน็ต 5G หรือ Wi-Fi ในทันที

ผลลัพธ์คือ ทีมงานตัดต่อที่กำลังนั่งจิบกาแฟรออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จะเห็นไฟล์วิดีโอเด้งโชว์ขึ้นมาใน ไดรฟ์จำลอง ของพวกเขาแบบเรียลไทม์ สามารถลากไฟล์ไปหั่น ตัดต่อ ใส่เอฟเฟกต์ต่อได้เลยแบบไร้รอยต่อ โดยที่เรายังไม่ทันก้าวเท้าออกจากสถานที่ถ่ายทำด้วยซ้ำ การแชร์ไฟล์ให้คนในทีมแบบอัตโนมัติแบบนี้ ช่วยลดเวลาการทำงาน ไปได้มหาศาล งานเสร็จไวขึ้น ปิดจ๊อบได้เร็วขึ้นแน่นอนครับ

8. ยกระดับความปลอดภัยในบ้านด้วย Synology BeeCamera (เฉพาะรุ่น Plus)

เป็นคลาวด์ให้ด้วย แถมเก็บข้อมูลในกล้องวงจรปิดให้ได้อีกได้ด้วย โดยออปชั่นนี้เพิ่งมาใหม่และถือเป็นหมัดเด็ด หากเราใช้งานรุ่นพี่อย่าง BeeStation Plus ซึ่งเป็นรุ่นความจุสูงขึ้นและสเปกแรงขึ้น เราจะสามารถใช้งานออปชั่นเสริมที่ชื่อว่า Synology BeeCamera ได้ครับ

พูดง่าย ๆ มันคือฟีเจอร์ที่เสกให้ BeeStation Plus ของเรา กลายเป็น เครื่องบันทึกวิดีโอวงจรปิด หรือ NVR   (Network Video Recorder) ประจำบ้าน การทำงานก็แค่เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดของ Synology หรือกล้องที่รองรับเข้ากับระบบ ตัว BeeStation Plus จะทำหน้าที่บันทึกภาพตลอดเวลา

ข้อดีที่กินขาดคือ  มีระบบ Event Detection ตรวจจับความเคลื่อนไหว, ค้นหาเหตุการณ์ย้อนหลังได้รวดเร็ว, มีไทม์ไลน์ที่ดูง่าย, เลื่อนดูภาพย้อนหลังได้อย่างสมูท พร้อมการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ใครที่เล็งจะทำระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะในบ้าน ฟีเจอร์นี้ถือว่าคุ้มค่ามาก (ฟีเจอร์ BeeCamera รองรับเฉพาะบนรุ่น BeeStation Plus เท่านั้นนะครับ)

9. จุดอ่อนที่ควรรู้ และวิธีการแก้เกม

อวยมาเยอะแล้ว ขอพูดถึงจุดอ่อนเล็ก ๆ กันบ้าง จุดสังเกตหลักของ BeeStation คือมันเป็นอุปกรณ์ NAS สำหรับผู้เริ่มต้นแบบ 1-Bay ที่มีฮาร์ดดิสก์อยู่ข้างในลูกเดียว และ ไม่สามารถแกะเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ภายในเองได้ 

แต่ปัญหานี้แก้ได้ง่ายนิดเดียวครับ ที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะมีพอร์ต USB-A และ USB-C มาให้ เราสามารถนำ External HDD หรือ External SSD ที่เรามีอยู่แล้วมาเสียบทิ้งไว้ แล้วเข้าไปตั้งค่าในแอปให้มัน Backup ข้อมูลอัตโนมัติ จาก BeeStation ไปลงที่ไดรฟ์ภายนอกอีกชั้นนึงได้ แค่นี้ก็เป็นการทำ Backup แบบปลอดภัยคูณสอง ปิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลสูญหายได้แบบชิล ๆ ครับ

สรุป BeeStation เหมาะกับใคร?

สรุปสั้น ๆ เลยนะครับ หากเราเป็นคนที่มีรูปถ่ายมหาศาลในมือถือ เป็นฟรีแลนซ์/ครีเอเตอร์ที่ต้องสลับทำงานระหว่างออฟฟิศกับบ้าน หรือเป็นเสาหลักครอบครัวที่อยากหาพื้นที่เก็บข้อมูลกลางให้ทุกคนในบ้าน โดยที่ไม่อยากเสียค่าบริการรายเดือนแพง ๆ และไม่อยากกังวล เกี่ยวกับการเปลี่ยน นโยบายในอนาคตของบริการคลาวด์สาธารณะ ซึ่งตัวนี้ก็เหมาะครับ 

โดยบริการคลาวด์สาธารณะ ในความจุที่ใกล้เคียงกับตัวนี้ Beestation ตัวนี้ (4TB) ก็ตกเดือนละ 750 (ปีละ 9,000 บาท) ซึ่งถ้าใช้ Synology Beestation ตัวนี้ ปีนึงก็คืนทุนแล้วล่ะนะ

ใครสนใจก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือจัดมาตั้งไว้ที่บ้านสักเครื่องดูนะครับ รับรองว่าชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ