NASA ปรับแผนภารกิจ Crew-13 หันมาใช้ Cybertruck เป็นรถหนีภัยฉุกเฉินแทนยานเกราะ MRAP ชูจุดเด่นเรื่องความเร็ว แต่แลกด้วยความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักบินอวกาศที่กำลังนั่งอยู่บนยอดจรวดเพื่อเตรียมเดินทางสู่อวกาศ สิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดในวินาทีฉุกเฉิน ย่อมเป็นการมีรถหนีภัยที่แข็งแกร่งและไว้วางใจได้สูงสุดเพื่อพาคุณถอยห่างจากจุดอันตรายให้ไวที่สุด
แต่ในภารกิจ Crew-13 ของ SpaceX ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2026 นี้ หน้าที่คุมคุ้มกันชีวิตนักบินอวกาศกลับถูกเปลี่ยนมาอยู่ในมือของ Cybertruck รถกระบะไฟฟ้าทรงเหลี่ยมสุดล้ำจาก เทสลาที่เคยผ่านประวัติการถูกเรียกคืนเพื่อแก้ไขความปลอดภัยมาแล้วถึง 11 ครั้ง
ทำไมนาซาถึงเลือก Cybertruck แทนยานเกราะหุ้มเกราะทรงพลัง?
โดยปกติแล้ว นาซาจะใช้ยานเกราะป้องกันการซุ่มโจมตีและทุ่นระเบิด หรือที่เรียกว่า MRAP (Mine-Resistant Ambush Protected) ในการรับบทเป็นบังเกอร์เคลื่อนที่ ยานเกราะชนิดนี้มีเกราะหนามากจนแค่ประตูบานเดียวก็หนักถึง 270 กิโลกรัม ให้ความรู้สึกเหมือนบานประตูห้องนิรภัยของธนาคาร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อแรงระเบิดและเศษซากของจรวดได้แม้ตัวรถจะจอดนิ่งอยู่ก็ตาม
ทว่า Richard Jones รองผู้จัดการโครงการยานพาหนะเชิงพาณิชย์ของนาซา ได้ชี้แจงว่า การเปลี่ยนมาใช้ Cybertruck จะช่วยตัดปัญหาเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรยานพาหนะและทีมงานจัดการ MRAP เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีภารกิจซ้อนทับกันอย่าง Artemis II
นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญของ Cybertruck ที่ชนะยานเกราะรุ่นเก๋าคือความเร็ว มันสามารถออกตัวและเร่งความเร็วพานักบินอวกาศออกจากรัศมีระเบิดได้เร็วกว่ายานเกราะ MRAP อย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังควบคุมพวงมาลัยและระบบในรถได้ง่ายกว่ามากแม้นักบินอวกาศจะสวมถุงมืออวกาศหนาเตอะอยู่ก็ตาม
ได้ความเร็วมา แต่แลกมาด้วยความเสี่ยง?
แม้ Elon Musk จะเคยคุยไว้ว่ากระจก Armor Glass ของรถทนต่อลูกเห็บขนาดเท่าลูกเบสบอลได้ แต่เหตุการณ์กระจกแตกคาเวทีเปิดตัวในอดีตก็ยังคงเป็นภาพจำ ที่สำคัญ นาซายืนยันว่า Cybertruck คันที่จะนำมาใช้งานจริงในภารกิจนี้ ไม่ได้มีการดัดแปลงหรือเสริมเกราะพิเศษใดๆ เพิ่มเติมเลย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สถิติการถูกเรียกคืนซ่อมของ Cybertruck ในสหรัฐฯ ที่มากถึง 11 ครั้ง ด้วยสาเหตุตั้งแต่คันเร่งค้าง, ล้อหลุด, ไปจนถึงระบบไดรฟ์อินเวอร์เตอร์ ล้มเหลว ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งในนาทีชีวิตขณะกำลังบึ่งหนีจรวดที่อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ
สำหรับภารกิจดังกล่าวนี้ มีนักบินอวกาศ 4 คน พวกเขาจะเดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อทำการวิจัยสำคัญ เช่น การผลิตสิ่งของในอวกาศ, ระบบตรวจสุขภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ , และการพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติสำหรับเนื้อไม้มนุษย์
ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Cybertruck สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านแนวคิดการกู้ภัยอวกาศยุคใหม่ของ SpaceX ที่ให้น้ำหนักกับ ความเร็วในการพาออกจากพื้นที่เสี่ยงมากกว่าเกราะตั้งรับแบบเดิม เพราะหากเกิดการระเบิดขั้นรุนแรงที่ฐานยิง การพาตัวออกจากรัศมีทำลายล้างให้เร็วที่สุดอาจมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการหลบอยู่ในบังเกอร์เหล็กหนักๆ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือเรื่องความน่าเชื่อถือของระบบ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมสูงและเคยมีประวัติระบบล้มเหลว ย่อมสร้างความกังวลใจให้แก่นักบินอวกาศไม่น้อย หากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคในวินาทีวิกฤต นี่จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญระหว่างนวัตกรรมความเร็วกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับการทหารครับ
ที่มา








