ถอดบทเรียน Meta ใช้ AI แทนคน เกิดวิกฤตโค้ดขยะจนเกือบพัง

Meta ใช้ AI แทนคน

สรุปบทเรียน Meta ใช้ AI แทนคน หวังลดต้นทุนแต่กลับเจอปัญหาโค้ดขยะ ระบบปั่นป่วน และพนักงานลุกฮือต้าน จนซีอีโอต้องสั่งยุติแผนกะทันหัน

ลองจินตนาการภาพบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลหลักล้านล้านบาท พยายามเปลี่ยนองค์กรให้กลายเป็น ดินแดน AI ไร้มนุษย์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความวุ่นวายโกลาหล กับการที่ Meta ใช้ AI แทนคน

โดยมีโค้ดขยะล้นทะลักระบบ และพนักงานลุกฮือต่อต้านจนซีอีโออย่าง Mark Zuckerberg ต้องสั่งเหยียบเบรกกะทันหัน กับ Project OT โปรเจกต์ลับที่ Meta หวังจะใช้พลิกโฉมองค์กร แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของ Meta มองเห็นโอกาสครั้งใหญ่ในการลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงผลักดันแนวคิดองค์กรแบบ AI-Native ที่มุ่งเน้นการพึ่งพา AI Agent ทำงานอัตโนมัติแทนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะลดจำนวนพนักงานในบางแผนกลงมากถึง 60% ผ่านการเลิกจ้าง การระงับการจ้างงานใหม่ และการคัดคนออกตามผลการประเมิน

ไม่เพียงแค่นั้น Meta ยังสั่งรื้อโครงสร้างการทำงานแบบเดิมที่เคยใช้เวลาพัฒนานานถึง 6 เดือน ให้กลายเป็นทีมขนาดจิ๋วเพียง 2–3 คนที่เรียกว่า Pods โดยจับคู่กับเครื่องมือ AI เพื่อทำงานในรอบสปรินต์ที่สั้นกระชับแค่ 4 สัปดาห์ พร้อมกับยกเลิกการแบ่งแยกสายงานระหว่างวิศวกรซอฟต์แวร์กับดีไซเนอร์ แล้วจับยุบรวมกันภายใต้ชื่อตำแหน่งใหม่สุดเท่ว่า Builder

ในช่วงแรก ตัวเลขทางสถิติของบริษัทดูสวยหรูมาก เครื่องมือ AI สามารถสร้างและแก้ไขโค้ดได้อย่างรวดเร็วในปริมาณมหาศาล แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ปัญหาใหญ่ก็เริ่มโผล่หางออกมา เมื่อตัวเลขปริมาณโค้ดไม่ได้สะท้อนถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง

Andrew Bosworth (CTO ของ Meta) เผยข้อมูลภายในว่า ปริมาณโค้ดที่ถูกแก้ไขในระบบโครงสร้างพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นถึง 220% แต่ฟีเจอร์ใหม่ที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์และส่งถึงมือผู้ใช้งานจริงกลับเพิ่มขึ้นเพียง 36% เท่านั้น

ปัญหาที่ตามมาคือ ระบบปั่นป่วนและเสี่ยงหลุดการควบคุมเมื่อ AI Agent ที่ขาดการควบคุมอย่างใกล้ชิดจากมนุษย์ เริ่มตัดสินใจปรับแต่งระบบขนาดใหญ่ในแบบที่วิศวกรตัวจริงไม่ทำ ส่งผลให้อุบัติการณ์ด้านระบบและความปลอดภัยพุ่งขึ้น 40% จนพนักงานต้องเสียเวลามากู้ระบบและแก้บั๊กเพิ่มขึ้นถึง 70%

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังลามไปสู่ภายนอกอย่างรุนแรง ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เมื่อแฮกเกอร์สามารถเจาะช่องโหว่ผ่านระบบ AI Customer Support Bot ของ Meta เพื่อเข้ายึดบัญชี Instagram ของเหล่าคนดัง รวมถึงบัญชีทางการในอดีตของทำเนียบขาวในยุคบารัค โอบามา สร้างความอับอายและสั่นคลอนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างหนัก

สิ่งที่สร้างความระส่ำระสายให้ Meta มากที่สุด ไม่ใช่เรื่องของระบบพัง แต่เป็นเรื่องของ ความรู้สึกและขวัญกำลังใจของพนักงาน ที่ถูกผลักดันจนถึงจุดแตกหัก เมื่อบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในลักษณะที่ทำลายความเชื่อใจ

โดยข่าวฉาวล่าสุดคือ Meta ได้แอบติดตั้งซอฟต์แวร์ตรวจจับการกดคีย์บอร์ดและการเคลื่อนไหวของเมาส์บนคอมพิวเตอร์ทำงานของพนักงาน เพื่อนำข้อมูลการทำงานจริงไปเทรนให้ AI เรียนรู้และทำงานเลียนแบบมนุษย์ ทำให้พนักงานรู้สึกโกรธแค้นที่ถูกบังคับให้ฝึก AI มาแย่งงานตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ลดทอนคุณค่าและสร้างความความสับสนอย่างมาก โดยวิศวกรระดับหัวกะทิบางส่วนถูกสั่งย้ายไปแผนก Applied AI เพื่อทำงานซ้ำซากอย่างการเขียนโจทย์และป้อนคำตอบฝึกโมเดล

ขณะที่โครงสร้างการบริหารแบบใหม่ก็สร้างความสับสนอย่างมาก เพราะหัวหน้าทีม Pod ไม่มีอำนาจในการประเมินผลงานหรือช่วยเหลือลูกทีมในทางปฏิบัติจริง
ความไม่พอใจนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านผลสำรวจความสุขภายในองค์กร ที่คะแนนดิ่งลงจาก 74% เหลือเพียง 55% มีการตั้งกระทู้ประชดประชันกันอย่างดุเดือดในระบบสื่อสารภายใน และเริ่มมีการแปะใบปลิวรณรงค์จัดตั้งสหภาพแรงงานตามผนังห้องน้ำของบริษัท

เมื่อเผชิญกับทั้งปัญหาทางเทคนิคที่แก้ไม่ตกและคลื่นความไม่พอใจของพนักงานที่พร้อมจะระเบิดออกสู่สาธารณะ ในที่สุด Mark Zuckerberg ก็ตัดสินใจสั่งยุติแผนการปฏิรูปองค์กรระลอกสองกะทันหันก่อนการปลดพนักงาน 10% ในเดือนพฤษภาคมเพียงไม่กี่ชั่วโมง พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปลดพนักงานระดับองค์กรเพิ่มอีกในปีนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูขวัญกำลังใจ

นอกจากนี้ บริษัทยังสั่งระงับโครงการติดตามพฤติกรรมเมาส์และคีย์บอร์ด และเปิดโอกาสให้พนักงานที่ถูกย้ายไปเทรน AI ขอย้ายกลับทีมเดิมได้ แม้ว่าในปีนี้ Meta จะทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสูงถึง 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท)

แต่สุดท้าย Zuckerberg ก็ต้องยอมรับตรงๆ ในการประชุมภายในว่า เทคโนโลยี AI Agent ยังไม่ได้ฉลาดและพัฒนาเร็วพอที่จะทำงานทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบตามที่ฝันไว้

ที่มา : techspot