ศิริราชเปิดตัว เครื่องฉายรังสี Halcyon Version 5 แห่งแรกในเอเชีย แม่นยำ สแกนไวใน 6 วินาที รองรับบัตรทองและทุกสิทธิการรักษา
เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเท่าเทียม เมื่อเทคโนโลยีรักษามะเร็งอันดับหนึ่งของเอเชีย กลายมาเป็นของคนไทยทุกคน
ต้องยอมรับว่า โรคมะเร็งยังคงครองแชมป์หนึ่งในวิกฤตสุขภาพที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลก สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่แค่อัตราการตรวจพบที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่คือ เวลา ความแม่นยำ และคุณภาพในการรักษา
ทว่าในวันนี้ คนไทยมีเรื่องที่น่ายินดีและภาคภูมิใจ เมื่อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศเปิดตัวเครื่องฉายรังสีรุ่นล่าสุด Halcyon Version 5 เป็นแห่งแรกในเอเชีย สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีและศักยภาพทางการแพทย์ของไทยในวันนี้ ยืนอยู่แถวหน้า ซึ่งให้มาตรฐานการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดในระดับสากลให้แก่ประชาชน
ข้อจำกัดของการฉายรังสีแบบเดิม
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมการมาถึงของเครื่องนี้จึงเป็นดียังไง Techhub อยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าในอดีต การฉายรังสีรักษามะเร็งมีข้อจำกัดที่เป็นเสมือน คอขวดสำคัญคือ
- การรอคอยที่ยาวนาน โรงพยาบาลรัฐชั้นนำมีผู้ป่วยมะเร็งหนาแน่น แต่ละเคสต้องใช้เวลาจัดท่านอน ปรับแนว และฉายแสงรอบละ 15–30 นาทีขึ้นไป ทำให้เครื่องหนึ่งเครื่องรองรับคนไข้ได้จำกัด นำไปสู่คิวรอฉายแสงที่ยาวนานหลายสัปดาห์หรือนับเดือน ซึ่งในระหว่างนั้น เซลล์มะเร็งอาจลุกลามได้
- ความทุกข์ทรมานระหว่างนอนรักษา ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีอาการปวดหลัง หรือผู้ที่มีก้อนเนื้อที่ปอดและทางเดินหายใจ การต้องนอนนิ่งสนิทบนเตียงแข็ง ๆ เป็นเวลานานเพื่อไม่ให้การฉายรังสีคลาดเคลื่อน ถือเป็นความทรมานอย่างยิ่ง หากขยับตัวเพียงเล็กน้อย การฉายแสงอาจพลาดเป้า
- ปัญหาร่างกายเปลี่ยน แต่แผนเดิม ซึ่งร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อผู้ป่วยฉายรังสีไปหลายสัปดาห์ ก้อนมะเร็งอาจยุบตัวลง หรือน้ำหนักตัวผู้ป่วยอาจลดลง ภาพสแกนนำวิถีแบบเดิม มักมีความละเอียดต่ำ ไม่ชัดพอที่จะนำมาคำนวณโดสรังสีใหม่ได้ทันที หากต้องการปรับแผน แพทย์ต้องส่งผู้ป่วยไปเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อจำลองแผนการรักษาใหม่ทั้งหมด ทำให้รังสีรักษาบางช่วงอาจตกไปกระทบเนื้อเยื่อปกติข้างเคียงจนเกิดผลข้างเคียง
Halcyon Version 5 เข้ามาช่วยยังไง
Halcyon Version 5 ได้เข้ามาทลายข้อจำกัดทั้งหมด ด้วยโครงสร้างแบบวงแหวน หรือ Ring Gantry ที่หมุนฉายรังสีรอบตัวคนไข้ได้เร็วกว่าแขนกลแบบเดิมถึง 4 เท่า มาพร้อม 3 เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของการรักษาคือ
- 1. HyperSight ตาสับปะรดที่มองทะลุใน 6 วินาที อันนี้ เป็นนวัตกรรมที่เป็นการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมการแพทย์มากที่สุด เพราะระบบสามารถสแกนเก็บภาพอวัยวะภายในได้คมชัดระดับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อการวินิจฉัย ภายในเวลาเพียงประมาณ 6 วินาที หรือชั่วอึดใจเดียวของการกลั้นหายใจ ความคมชัดระดับนี้ทำให้แพทย์และนักฟิสิกส์การแพทย์สามารถประเมินขนาดก้อนเนื้อที่ยุบลง และปรับแผนการฉายรังสีใหม่ได้ทันทีหน้าเตียง โดยคนไข้ไม่ต้องลุกไปสแกนห้องอื่น ช่วยให้ลำรังสีล็อกเป้าก้อนมะเร็งใหม่ได้อย่างแม่นยำวันต่อวัน
- 2. IDENTIFY กล้อง 3D ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ระบบติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วยแสงอินฟราเรดและกล้อง 3 มิติที่จะคอยสแกนผิวหนังของผู้ป่วยตลอดเวลา หากผู้ป่วยมีการขยับตัว ไอ จาม หรือเคลื่อนที่เกินกว่าระยะมิลลิเมตรที่กำหนดไว้ ระบบจะตัดและหยุดการฉายรังสีทันทีแบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยสูงสุด เนื้อเยื่อดีรอบข้างจึงแทบไม่โดนลูกหลงจากรังสี
- 3. PerfectKinetix เตียงอัจฉริยะปรับได้รอบทิศทาง เตียงผู้ป่วยที่สามารถเคลื่อนที่และชดเชยการเอียง การบิดตัวได้หลายแกนอย่างนุ่มนวลและแม่นยำจากห้องควบคุม ทำให้การจัดท่าผู้ป่วยตรงตามพิกัดเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาให้เจ้าหน้าที่ต้องเดินเข้าออกเพื่อจัดท่านอนซ้ำ ๆ
ลบคำว่า เทคโนโลยีดี มีไว้แค่คนรวย
บ่อยครั้งที่เครื่องมือแพทย์รุ่นใหม่ล่าสุด มักถูกมองว่าจำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ หรือมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่คนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง
แต่หมุดหมายที่ทรงคุณค่าที่สุดในการนำ Halcyon Version 5 เข้ามาประจำการที่ศิริราชคือโรงพยาบาลพร้อมรองรับทุกสิทธิการรักษา ไม่ว่าจะเป็น สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการข้าราชการ เพราะศิริราชเชื่อมั่นเสมอว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ระดับโลก ต้องเข้าถึงมือประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไร้ซึ่งข้อจำกัด
นี่คือการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าคุณจะมีฐานะทางเศรษฐกิจแบบใด หากคุณเป็นคนไทยและต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง คุณก็มีสิทธิ์ได้รับการรักษาด้วยเครื่องฉายรังสีที่ดีที่สุดในทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ การที่เครื่องสามารถฉายรังสีได้เร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มจำนวนรอบการรักษาต่อวัน ส่งผลให้คิวการรอคอยฉายรังสีของโรงพยาบาลศิริราชลดลง ช่วยดึงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้ทันท่วงทีในระยะที่โรคยังไม่ลุกลามครับ
ทั้งนี้ คณะผู้บริหารของศิริราชพยาบาลได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่ผลักดันให้เกิดก้าวสำคัญของวงการแพทย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น
ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความพร้อมระดับสากลว่า การนำเทคโนโลยีเครื่องฉายแสง Halcyon Version 5 มาใช้ที่ศิริราชในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของคณะฯ ทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ ระบบสนับสนุน และโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ อีกทั้งยังตอกย้ำบทบาทของศิริราชในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการบริการตลอด 138 ปีของศิริราชว่า ศิริราชให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นอันดับแรกเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การนำ Halcyon Version 5 เข้ามา จึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถ ช่วยให้กระบวนการรักษารวดเร็ว แม่นยำ และรองรับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น
รศ. นพ.พิทยา ด่านกุลชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และหัวหน้าสาขารังสีรักษา ภาควิชารังสีวิทยา ได้อธิบายในมิติการรักษาว่า ด้วยระบบการถ่ายภาพที่คมชัดก่อนฉายแสง ผสานการหมุนฉายรังสีแบบวงแหวนที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้รังสีตกตรงตำแหน่งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ลดปริมาณรังสีที่กระทบเนื้อเยื่อปกติ อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องนอนบนเตียงลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าเครื่องนี้สามารถรักษาโรคมะเร็งได้หลากหลาย ทั้งมะเร็งเต้านม ปอด ศีรษะและลำคอ ทางเดินอาหาร ตับ ต่อมลูกหมาก และมะเร็งนรีเวชอย่างมะเร็งปากมดลูก
ทั้งนี้ การเปิดตัว Halcyon Version 5 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ ข่าวการซื้อเครื่องมือแพทย์ใหม่ ของโรงพยาบาล แต่นี่คือ หมุดหมายใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ที่สะท้อนว่า บุคลากรทางการแพทย์ของเรามีศักยภาพระดับโลก สถาบันแพทย์ไทยพร้อมเป็นผู้นำของภูมิภาค และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นก้าวที่มอบ ความหวัง ความรวดเร็ว และความปลอดภัยสูงสุด คืนกลับไปให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนในประเทศ ให้สามารถก้าวผ่านโรคร้ายนี้ไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลศิริราช








