สงคราม Clipboard ระหว่าง Windows กับ iOS เมื่อกฎหมาย EU บีบให้ Apple ต้องถอดหน้ากาก เหตุผลแท้จริงที่ ทำไม iPhone เชื่อมต่อกับ Windows ยาก
ผมอยากให้ทุกคน ลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองในหนึ่งวัน ดูว่าคุณส่งข้อความ รูปภาพ หรือลิงก์ หาตัวเอง ในแชต LINE, Telegram หรือแปะใน Google Keep วันละกี่ครั้ง เพียงเพื่อจะเอาข้อมูลจากมือถือขึ้นมาทำงานบนคอมพิวเตอร์?
คนส่วนใหญ่เชื่องกับกระบวนการที่ยุ่งยากนี้จนมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ในมุมมองของการทำงาน และกลยุทธ์ทางธุรกิจ มันไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมันคือความตั้งใจสร้างความยุ่งยาก เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของบริษัทเทคใหญ่ ๆ
ภาพฝันในอุดมคติที่ Apple พยายามขายให้คนทั้งโลกคือ Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ คุณใช้ iPhone, iPad และ Mac ทำงานประสานกันได้ลื่นๆ แต่ความจริงในโลกการทำงานคือ คนส่วนใหญ่ในโลกใช้ Windows PC ร่วมกับ iPhone
ทางฝั่งคอมพิวเตอร์ Windows ครองตลาดทำงานส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะด้วยระบบขององค์กร ความยืดหยุ่นของซอฟต์แวร์ หรือการเล่นเกม และทางฝั่งมือถือ iPhone คือสมาร์ทโฟนส่วนตัวยอดนิยม
เมื่อตกอยู่ในกลุ่มนี้ Apple ก็เหมือนจะปฏิบัติกับเราเหมือนพลเมืองชั้นสองทันที ในขณะที่คนใช้ Mac สามารถใช้ฟังก์ชั่นอย่าง Universal Clipboard ที่สามารถกดก๊อปปี้บน iPhone แล้วมาวางบน Mac ได้ทันทีในเสี้ยววินาที แต่คนที่ใช้ Windows กลับต้องทนลำบากส่งข้อความหาตัวเองเพื่อย้ายข้อมูล ทั้งที่อุปกรณ์ที่คุณถืออยู่ในมือมีขีดความสามารถเกินพอจะทำได้มาตั้งนานแล้ว
ข้อแก้ตัวยอดฮิตที่เรามักได้ยินเวลาถามว่า ทำไม Windows กับ iPhone เชื่อมกันเนียนๆ ไม่ได้? มักจะเป็นเรื่องความปลอดภัย หรือข้อจำกัดของระบบปฏิบัติการ แต่ข่าวล่าสุดจากการเปิดเผยคำร้องของ Microsoft ต่อ Apple ภายใต้กฎหมายยุโรป ได้แฉความจริงเรื่องนี้ทั้งหมด
ปัจจุบัน แอปอย่าง Microsoft Phone Link บน Windows พยายามจะทำหน้าที่เชื่อมต่อนี้อยู่แล้ว แต่ทำได้กระท่อนกระแท่น เพราะ iOS ของ Apple ไม่อนุญาตให้แอปภายนอกเข้าถึงระบบ Clipboard ในฉากหลังได้เลย ทุกครั้งที่จะก๊อปปี้ ก็ต้องสลับหน้าจอ เปิดแอป และต้องกดกดยืนยันการอนุญาต ซ้ำๆ ซากๆ ทุกครั้ง
สิ่งที่ Microsoft ร้องขอไปยัง Apple ไม่ใช่นวัตกรรมพิสดารอะไรเลย แค่ขอให้ Apple ปรับระบบให้อนุญาตการเข้าถึงแบบ One-time Consent หรือการกดยืนยันยินยอมเพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยให้ Clipboard ระหว่าง iPhone กับ Windows วิ่งถึงกันในฉากหลังได้ตลอดเวลา เหมือนกับที่ Apple ทำให้กับ Mac ของตัวเอง
นั่นหมายความว่า มันไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีทำไม่ได้ แต่ Apple แค่ตั้งใจบล็อกไว้เพื่อรักษา กำแพงล้อมสวนของตัวเอง เพื่อให้คนจำใจต้องซื้อ Mac ต่อไป
แต่กฎหมาย EU บังคับให้ Apple ต้องถอดหน้ากาก โดยสาเหตุที่เรื่องนี้กลายมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ไม่ใช่เพราะ Apple นึกหวังดีอยากพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ แต่เพราะสหภาพยุโรปได้บังคับใช้กฎหมาย Digital Markets Act ซึ่งมุ่งเป้าจัดการกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ใช้พฤติกรรมผูกขาด บังคับให้ Apple ต้องเปิดระบบให้ซอฟต์แวร์ภายนอกสามารถทำงานร่วมกันได้
Microsoft จึงอาศัยช่องทางกฎหมายนี้ ส่งคำร้องขอผ่านพอร์ทัลของ Apple เพื่อบีบให้ Apple ต้องเปิด API ระบบ Clipboard ให้ Windows เชื่อมต่อได้
และปฏิกิริยาของ Apple ก็ยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขากระอักกระอ่วนใจแค่ไหน โดย Apple ออกมาอ้างทันทีว่า การพัฒนาฟีเจอร์นี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี และน่าจะเสร็จอย่างเร็วที่สุดคือปลายปี 2027 หรือปล่อยจริงปี 2028 แถมยังส่งสัญญาณว่า ฟีเจอร์นี้อาจจะเปิดให้ใช้เฉพาะผู้ใช้ในเขตยุโรปเท่านั้นเพราะถูกกฎหมายบังคับ
ความยื้อเวลาและเงื่อนไขทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า หากไม่มีกฎหมายไปไล่บี้ Apple ไม่มีวันมอบความสะดวกสบายนี้ให้กับผู้ใช้ Windows เด็ดขาด
ทั้งนี้ การคัดลอกและวางอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ต้องทำงานกับข้อมูล พิมพ์งาน ส่งโค้ด หรือย้ายไฟล์ภาพวันละหลายสิบรอบ การต้องเพิ่มขั้นตอนยุ่งยาก 3-4 สเต็ปในทุกๆ การก๊อปปี้ คือการเผาผลาญเวลาและสมาธิไปโดยไม่จำเป็นนะ (อันนี้เห็นด้วย) ก็หวังว่า Apple จะใจดีให้ใช้ไอเอเชียด้วยได้เหมือนกัน…
ที่มา
techspot








