ETDA ประกาศผล Craft Idea ครั้งที่ 6 ทีมมีสุขฟาร์มคว้าแชมป์แผนธุรกิจ AI ชุมชน พร้อมสรุป 5 มิติช่วย SME ลดต้นทุนการตลาด และต่อยอดสู่แหล่งทุน
เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การปรับตัวของธุรกิจชุมชนและผู้ประกอบการระดับฐานรากจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การขายสินค้าแบบเดิมอีกต่อไป สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้สานต่อโครงการ ETDA Local Digital Coach จัดการแข่งขัน Craft Idea ครั้งที่ 6
โครงการนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด AI EMPOWERS CHANGE, TRANSFORM TOGETHER ยกระดับธุรกิจ พลิกชีวิตชุมชนด้วย AI รอบ Final Pitching เพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นธุรกิจดิจิทัลที่แข่งขันได้จริงในตลาดสากล
ผลการแข่งขัน Craft Idea ครั้งที่ 6 เวทีประชันไอเดีย AI ชุมชน
จากผู้สมัครกว่า 119 ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างเข้มข้นจนเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย ผลการตัดสินรอบ Final Pitching คือ
– รางวัลชนะเลิศ (เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล) ทีม มีสุขฟาร์ม จ.ระยอง จากแผนธุรกิจ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา” โดดเด่นด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ฐานข้อมูลและพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก นำมาวางแผนการตลาด คอนเทนต์ วิดีโอโปรโมต รวมถึงการใช้ Chatbot ช่วยปิดการขาย ยกระดับผลิตภัณฑ์น้ำมันนวดกฤษณาสูตรเย็น และน้ำหอมกฤษณาอโรมาพกพาได้อย่างครบวงจร
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (เงินรางวัล 50,000 บาท) ทีม บ้านปางแดงใน จ.เชียงใหม่ จากแผนธุรกิจ “ชุมชนบ้านปางแดงใน”
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (เงินรางวัล 30,000 บาท) ทีม ว้าว! mushroom จ.พัทลุง จากแผนธุรกิจ “วิสาหกิจชุมชนเกษตรพัฒนาบ้านตะโหมด”
รางวัลชมเชย (เงินรางวัลทีมละ 5,000 บาท จำนวน 9 รางวัล): สำหรับอีก 9 ชุมชนที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
รวมมูลค่าเงินรางวัลตลอดการแข่งขันกว่า 225,000 บาท
5 มิติสำคัญที่ ETDA ช่วยยกระดับและสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจชุมชนและ SME
โครงการ Craft Idea ไม่ใช่เพียงเวทีประกวดแผนงานแล้วจบไป แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและสร้างการเติบโตที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ประกอบการฐานรากในหลายมิติทั้ง
1. การลดต้นทุนและยกระดับการตลาดด้วย AI ที่ใช้งานได้จริง โดยผู้ประกอบการชุมชนสามารถนำเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย มาประยุกต์ใช้แทนการจ้างงานเอเจนซีราคาแพง เช่น
– การสร้างคอนเทนต์สำหรับ Social Commerce ทั้งบทความ แคปชัน และสคริปต์วิดีโอสั้น
– การออกแบบภาพโปรโมต ออกแบบบรรจุภัณฑ์ โลโก้ และลายผ้าอัตลักษณ์ชุมชน
– การผลิตสื่อ Infographic และคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ได้บ่อยและรวดเร็วขึ้น
2. เปลี่ยนข้อมูลดิบเป็นกลยุทธ์ Data-Driven โครงการส่งเสริมให้ชุมชนเริ่มเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ (เช่น การบันทึกบัญชีลูกค้า ต้นทุน และยอดขายผ่าน Google Sheets) จากนั้นนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ช่วงฤดูกาลขาย และค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้รู้ว่าสินค้าใดคือตัวสร้างรายได้หลัก และผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด
3. การอัปสกิลอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม ผ่านหลักสูตร AI to Action ทั้ง 4 ด้าน คือ รู้ใจลูกค้า, คอนเทนต์เด็ด, ขายให้ปัง, โตยั่งยืน ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย ETDA สอดแทรกเรื่อง AI Governance และจริยธรรมการใช้งาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดของ AI การตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อน (AI Hallucination) เพื่อให้ชุมชนนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทัน
4. การเชื่อมต่อระบบนิเวศทางธุรกิจและแหล่งเงินทุน
ETDA ดึงพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเข้ามาหนุนหลังชุมชนแบบครบวงจร ทั้ง
– การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยร่วมมือกับ สสว. และ บสย. เพื่อเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อและเปิดทางให้วิสาหกิจชุมชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของรัฐได้ง่ายขึ้น
– การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงวิชาการ เชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.), มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อร่วมพัฒนามาตรฐานสินค้าในระยะยาว
5. ตั้งเป้าผลลัพธ์ที่ ยอดขายจริง และการขยายตลาดออนไลน์
เกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จของโครงการไม่ได้มองแค่แนวคิด แต่โฟกัสที่ “ยอดขายที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนที่ลดลง” โดย ETDA คัดเลือก 50 ชุมชน ชุมชนละ 2 ผลิตภัณฑ์ รวม 100 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เพื่อรับคำปรึกษาการเปิดร้านค้าออนไลน์บน e-Marketplace, Facebook และ Social Commerce พร้อมทำแผนโปรโมตผลักดันสู่ยอดขายจริง
ก้าวต่อไปสู่อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลฐานราก
จากการดำเนินงานของโครงการ ELDC ที่ผ่านมา ได้บ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัลไปแล้วกว่า 5,000 ราย และทำงานร่วมกับชุมชนมากกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ โดยในปี 2569 นี้ ETDA ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท
สำหรับแผนงานในปี 2570 มีเป้าหมายขยายการสร้างรายได้เพิ่มเป็น 20–25 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายผลยกระดับวิสาหกิจชุมชนเพิ่มเติมอีก 120 แห่ง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย บนเวทีโลกต่อไป







