ความลับที่ค่ายเกมไม่อยากบอก! Google เผยนักพัฒนากว่า 90% ใช้เอไอช่วยสร้างเกม เพื่อลดงานซ้ำซากและย่นเวลาพัฒนาเกม AAA
ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างฝีมือมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ ในวงการเกมจะเริ่มจางลงทุกที ล่าสุด Jack Buser ผู้อำนวยการระดับสูงของ Google Cloud ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จริงๆ แล้วสตูดิโอเกมยักษ์ใหญ่เกือบทุกแห่งมีการใช้ AI ในกระบวนการพัฒนาเกม แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะเงียบไว้ เพราะกลัวกระแสต่อต้านจากผู้เล่น
จากบทสัมภาษณ์กับ Mobilegamer.biz ทาง Buser ระบุว่า Google ได้ทำผลสำรวจในช่วงงาน Gamescom ปีที่ผ่านมา และพบว่านักพัฒนาเกมถึง 90% หรือ 9 ใน 10 คน ยอมรับว่าใช้ AI ในการทำงาน แต่สิ่งที่น่าตลกคือ ผลสำรวจจากสำนักอื่นๆ กลับระบุว่ามีการใช้ AI เพียง 40-50% เท่านั้น
ซึ่ง Buser อธิบายว่าช่องว่าง ของตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากข้อมูลที่ผิดพลาด แต่เกิดจากความเต็มใจที่จะบอกความจริงของเหล่านักพัฒนามากกว่า เนื่องจากหัวข้อเรื่อง AI ในวงการศิลปะและเกมยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเสี่ยงต่อการโดนทัวร์ลง
Google เผยว่าเครื่องมืออย่าง Gemini และ Nano Banana Pro ถูกนำมาใช้เพื่อกำจัดงานที่น่าเบื่อและซ้ำซากเช่น การสร้างรายละเอียดก้อนหิน ใบหญ้า หรือองค์ประกอบฉากที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Capcom ที่เลือกใช้ AI ของ Google ในการช่วยเจนไอเดียและคัดกรอง Asset จำนวนมหาศาล รวมถึง AI ยังทำหน้าที่คัดเลือกรูปแบบก้อนหินหรือพื้นผิวฉากที่ดูดีที่สุดจากตัวเลือกเป็นพันๆ แบบ
ส่วนมนุษย์ที่งานด้าน Art Director จะนำสิ่งที่ AI คัดมาให้ไปขัดเกลาต่อ ทำให้ทีมงานมีเวลาไปโฟกัสกับงานมูลค่าสูง อย่างตัวละครหลัก, บอสใหญ่ หรือฉากเนื้อเรื่องสำคัญๆ ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกค่ายที่กระโดดเข้าหา AI อย่างเต็มตัว Strauss Zelnick CEO ของ Take-Two (บริษัทแม่ของ Rockstar Games) เคยลั่นวาจาไว้ว่า AI ไม่มีทางสร้างเกมอย่าง Grand Theft Auto ให้ดีได้ และยืนยันว่า AI มีส่วนร่วมเป็นศูนย์ในการพัฒนา GTA VI นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Take-Two เพิ่งเลย์ออฟทีมพัฒนา AI ของตัวเองออกไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาด้วย
ในมุมมองของ Techhub เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจครับ การสร้างเกมระดับ AAA ในปัจจุบันใช้เวลานานถึง 7-10 ปี และต้นทุนมหาศาล หาก AI สามารถช่วยลดเวลาในส่วนของงาน Routine หรือการปูพื้นหลังฉากได้ มันจะช่วยให้ค่ายเกมกล้าเสี่ยงกับไอเดียใหม่ๆ มากขึ้น แทนที่จะต้องรอ 7 ปีเพื่อออกเกมเดียว ค่ายอาจจะออกได้ 5 เกมในเวลาเท่าเดิม ซึ่งสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่เกมเมอร์ที่จะได้เล่นเกมคุณภาพดีในระยะเวลาที่ไม่นานเกินรอ
หัวใจสำคัญไม่ใช่การใช้หรือไม่ใช้ AI แต่อยู่ที่ว่าค่ายเกมจะโปร่งใสกับผู้เล่นแค่ไหน และจะรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของเครื่องจักรกับจิตวิญญาณของงานศิลปะได้อย่างไรมากกว่าครับ
ที่มา








