โกง 3,500 ล้าน ธนาคารอิตาลีโดนกลลวง ใช้ AI เลียนเสียง ตบตา

AI เลียนเสียง

เมื่อมิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI เลียนเสียง มาผสานกับจิตวิทยาหลอกลวง ตบตาประธานธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ในอิตาลี จนสั่งโอนเงินออกไปถึง 95 ล้านยูโร

ส่งผลให้เงินก้อนโตไหลออกนอกประเทศ และกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ผู้บริหารระดับสูงต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

เหยื่อในเหตุการณ์นี้คือ Paolo Molesini อดีตประธานของ ฟิเดอูรัม (Fideuram) สถาบันการเงินส่วนบุคคลในเครือ อินเตซา ซานเปาโล ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

โดยปกติแล้วสถาบันการเงินแห่งนี้จะดูแลทรัพย์สินของกลุ่มลูกค้าระดับมหาเศรษฐีเป็นหลัก ทำให้มีระบบระเบียบการเงินที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ทว่าอาชญากรกลับอาศัยช่องว่างของความไว้ใจระดับผู้บริหารเข้ามาเจาะระบบ

กลอุบายจาก AI เลียนเสียง ที่ผู้บริหารยังเชื่อสนิทใจ

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026 โดยโมเลซีนีได้รับข้อความผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ซึ่งระบุชื่อผู้ส่งเป็น Carlo Messina ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของธนาคารแม่ อินเตซา ซานเปาโล เนื้อหาข้อความขอให้เขาช่วยจัดการธุรกรรมข้ามประเทศอย่างเร่งด่วนและเป็นความลับ

ไม่นานหลังจากนั้น โมเลซีนีก็ได้รับสายโทรศัพท์ตามมาติด ๆ บุคคลในสายอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนระดับสูงจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำ เพื่อยืนยันคำขอดังกล่าว ทว่าเบื้องหลังสายนั้นกลับไม่มีมนุษย์อยู่จริง เพราะแก๊งมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี เอไอเลียนเสียง ทนายความคนดังกล่าวจนเหมือนตัวจริงทุกประการ ทำให้โมเลซีนีปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขาว่าคำสั่งโอนเงินนี้มาจากเจ้านายใหญ่ของเขาจริง ๆ

เมื่อคำสั่งลงมาจากผู้บริหารระดับประธาน ระบบจึงอนุมัติการโอนเงินจำนวน 95 ล้านยูโร ออกไปยังบัญชีต่างประเทศหลายบัญชี รวมถึงในจีนและฮ่องกง แต่ก่อนที่เงินจะสูญหายไปทั้งหมด ทีมตรวจสอบภายในของธนาคารตรวจพบความผิดปกติของธุรกรรมและส่งสัญญาณเตือนไปยังธนาคารปลายทางอย่างรวดเร็ว

การประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถาบันการเงินในอิตาลี โปรตุเกส และจีน ทำให้ธนาคารสามารถกู้เงินคืนกลับมาได้ราว 53 ล้านยูโร ส่วนเงินที่เหลืออีกราว 36–42 ล้านยูโร ถูกโยกย้ายผ่านเครือข่ายบัญชีที่ซับซ้อนและแปลงไปเป็นคริปโทเคอร์เรนซี จนตามร่องรอยได้ยาก ผลพวงจากเหตุการณ์นี้ทำให้โมเลซีนีประกาศลาออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา ขณะที่อัยการเมืองมิลานกำลังเดินหน้าสืบสวนผู้ต้องสงสัยที่อยู่นอกสหภาพยุโรป

เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า การโจมตีด้วยวิธี Social Engineering ยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องแฮกเจาะระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน แต่เป็นการแฮกจิตใจมนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์

เมื่อเทคโนโลยีโคลนเสียงและภาพเข้าถึงง่ายขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มผู้บริหารระดับมหาเศรษฐี แต่มันกำลังลุกลามมาถึงผู้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสายโทรศัพท์จากคนในครอบครัว เพื่อน หรือเจ้านายที่โทรมาขอยืมเงินฉุกเฉิน ซึ่งอาจเป็นเสียงสังเคราะห์จากเอไอทั้งหมด

ในอนาคต การคุยสายโทรศัพท์ธรรมดาอาจไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันตัวตนอีกต่อไป แต่ผู้ใช้ต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ เช่น การมีรหัสลับเฉพาะคนใกล้ตัว หรือการวางสายแล้วติดต่อกลับผ่านช่องทางที่เป็นทางการเสมอ เพราะในยุคที่เสียงและหน้าตาปลอมแปลงได้ง่าย สติและการตรวจสอบซ้ำคือปราการเดียวที่ปลอดภัยที่สุด

ที่มา : techspot