ไมโครซอฟท์และค่ายคอมพิวเตอร์ถอยทัพ เลิกใช้ชื่อ Copilot+ PC บน Surface หลังพบผู้ใช้ไม่ได้ซื้อเพราะ AI ปลดล็อกตลาดสู่สเปกจริงที่คุ้มค่า
ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน หากใครติดตามข่าวสารไอที คงคุ้นเคยดีกับคำว่า Copilot+ PC ที่ทางไมโครซอฟท์จับมือกับ Qualcomm ปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อประกาศศักดาพาโลกเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์
ทว่าในวันนี้ หากลองเปิดเอกสารประชาสัมพันธ์ของแล็ปท็อปเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Surface เราอาจจะไม่พบชื่อนี้อีกต่อไป เพราะบรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต่างพากันถอยทัพจากการประโคมป้ายคำว่า AI บนตัวเครื่องกันอย่างเงียบเชียบ
ในงานประชุม Snapdragon Summit ตัวแทนระดับสูงจากทั้งไมโครซอฟท์และควอลคอมม์ได้ออกมายอมรับกับสื่อเทคโนโลยีอย่าง Windows Central แล้วว่า พวกเขาจะไม่เรียกอุปกรณ์ Surface หรืออุปกรณ์รุ่นใหม่อื่น ๆ ว่า Copilot+ PC อีกต่อไป
แม้ไมโครซอฟท์จะยังคงพัฒนาและผลักดันฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Copilot ในระบบปฏิบัติการตามเดิม แต่คำสัมภาษณ์นี้คือการยอมรับโดยพฤตินัยว่า ผู้บริโภคไม่ได้อินกับการนำคำว่า AI มาแปะเป็นจุดขายหลักของคอมพิวเตอร์
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2024 ตอนที่ไมโครซอฟท์เปิดตัวคอมพิวเตอร์ Windows บนสถาปัตยกรรม Arm โดยกำหนดนิยามเข้มงวดว่า เครื่องที่จะได้ประทับตรา Copilot+ PC ต้องมี RAM เริ่มต้นอย่างน้อย 16GB และมีหน่วยประมวลผล NPU พลังประมวลผลไม่ต่ำกว่า 40 TOPS ซึ่งกระแสดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตเจ้าอื่นต้องแห่ตามน้ำ แม้แต่ค่าย AMD ยังถึงขั้นเปลี่ยนชื่อหน่วยประมวลผลสำหรับแล็ปท็อปให้มีคำว่า AI พ่วงท้ายเพื่อเกาะขบวน
อย่างไรก็ตาม สถิติยอดขายกลับฟ้องความจริงที่น่าตกใจ ตัวเลขเครื่องที่ขายได้ไม่ได้มาจากความต้องการ AI PC แต่เป็นเพราะผู้ใช้จำเป็นต้องเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ตามรอบอายุการใช้งานต่างหาก เมื่อซื้อเครื่องใหม่เข้ามา เครื่องเหล่านั้นดันมีชิป NPU ติดมาด้วยโดยปริยาย ผู้ใช้จึงไม่ได้ซื้อเพราะอยากคุยกับ AI แต่อย่างใด
สัญญาณถอยกรูดเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี เมื่อค่าย Dell ตัดสินใจฟื้นชื่อแบรนด์คลาสสิกอย่าง XPS กลับมาทำตลาดอีกครั้ง หลังยอมรับตรง ๆ ว่าลำพังคำว่า AI ดึงดูดเงินในกระเป๋าผู้ใช้ไม่ได้ ซ้ำร้าย Surface รุ่นล่าสุดของไมโครซอฟท์ยังซอยรุ่นย่อยที่มีแรมเพียง 8GB ออกมาวางจำหน่าย
ซึ่งนั่นแปลว่าตัวเครื่องตกเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของ AI PC ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ยังเตรียมเปิดตัว Surface ระดับพรีเมียมร่วมกับ Nvidia ซึ่งเป็นค่ายที่เน้นรันงานประมวลผลหนัก ๆ ผ่านการ์ดจอ RTX แทนการพึ่งพา NPU มาโดยตลอด
การถอยทัพครั้งนี้ ส่งผลต่อผู้ใช้อย่างไร? ต้องยอมรับว่า มันอาจเป็นผลดีโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์หลุดพ้นจากภาวะการตลาดนำหน้าความจริง
ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายเงินแพงขึ้นเพียงเพื่อซื้อคำเคลมลอย ๆ ว่าเป็นเครื่องพลัง AI และสามารถกลับมาโฟกัสกับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์จากปัจจัยที่จับต้องได้จริง เช่น ความเร็วซีพียู, กราฟิก, ความจุ, ความอึดของแบตเตอรี่ และราคาที่สมเหตุสมผล ส่วนความสามารถด้าน AI ก็จะกลายเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานที่มีติดไว้ให้ใช้งานตามต้องการ ไม่ใช่ข้อผูกมัดที่ต้องบังคับจ่ายเพิ่มอีกต่อไป
ที่มา : techspot








