สแตนฟอร์ดวิจัยพบ สมองมนุษย์ 2 มีอวัยวะ ที่แยกต้นกำเนิดกันสิ้นเชิง พลิกประวัติศาสตร์ชีววิทยา สู่ประกายความหวังใหม่ในการรักษาโรคระบบประสาท
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราต่างปักใจเชื่อมาตลอดว่า สมองมนุษย์ คือก้อนอวัยวะเดี่ยวที่มีโครงสร้างซับซ้อนและทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการทั้งร่างกาย ทว่างานวิจัยล่าสุดจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดค้นพบว่า ก้อนเนื้อในกะโหลกศีรษะของเรา แท้จริงแล้วประกอบด้วย 2 อวัยวะที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ผ่านวิวัฒนาการอันยาวนานนับร้อยล้านปีจนหลอมรวมและทำงานร่วมกันได้อย่างแนบเนียน
การค้นพบครั้งนี้ก้าวข้ามความเชื่อเดิมที่ว่าสมองแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักแบบง่าย ๆ เพราะในระดับลึกอย่างชีววิทยาการเจริญ การทดลองชี้ชัดว่าสมองทั้งสองส่วนไม่ได้เติบโตมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่ถือกำเนิดขึ้นจาก เซลล์ต้นกำเนิดคนละชนิดกันอย่างสิ้นเชิง
โดยสมองส่วนหลัง ทำหน้าที่ดูแลระบบพื้นฐานที่ค้ำจุนชีวิต เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ และกลไกการกลืนอาหาร โดยเซลล์ในส่วนนี้พัฒนามาจากเซลล์ต้นกำเนิดที่แสดงออกของยีน
ส่วนสมองส่วนกลางและส่วนหน้า รับหน้าที่ประมวลผลขั้นสูง ความคิด การใช้ภาษา อารมณ์ และสติปัญญา พัฒนามาจากเซลล์ต้นกำเนิดที่แสดงออกของยีน
นอกจากยีนที่ต่างกันแล้ว โครงสร้างของ โครมาทิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมการพับและขดตัวของสายดีเอ็นเอ ภายในนิวเคลียสของเซลล์ทั้งสองกลุ่มยังแตกต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โครงสร้างนี้เองที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเซลล์ว่าจะเติบโตไปทำหน้าที่อะไร
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามเพาะเลี้ยงเซลล์ประสาทสมองส่วนหลังขึ้นมาในห้องทดลอง แต่ก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะดันไปหยิบเซลล์ต้นกำเนิดที่มีรหัสพันธุกรรมแบบสมองส่วนหน้ามาใช้ ซึ่งธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้น
ความมหัศจรรย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมนุษย์ นักวิจัยพบว่าการแยกกำเนิดของสมอง 2 ส่วน ปรากฏอยู่ในสัตว์อย่างไก่ ปลาม้าลาย และหนอนทะเลเช่นกัน แม้กระทั่งแมงกะพรุนที่เป็นสัตว์ทะเลโบราณที่แยกสายวิวัฒนาการจากมนุษย์ไปกว่า 600-700 ล้านปีก่อน ก็ยังมีระบบประสาทแยกอิสระ 2 ชุดอยู่คนละฝั่งของลำตัว เป็นหลักฐานชิ้นเอกว่าธรรมชาติใช้พิมพ์เขียวนี้มานานมากแล้ว
ในมุมมองผม การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความตื่นเต้นในหน้าประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อชีวิตคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องเผชิญกับ โรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมและ โรคกล้ามเนื้อไขสันหลังฝ่อ ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายเซลล์ประสาทในสมองส่วนหลังอย่างรุนแรง
เดิมทีการรักษาโรคเหล่านี้มืดมนเพราะเราไม่สามารถเพาะเซลล์สมองส่วนหลังขึ้นมาศึกษาในจานเพาะเชื้อได้ แต่เมื่อทีมวิจัยไขปริศนาสเต็มเซลล์ได้สำเร็จ ประตูสู่การทดสอบตัวยาใหม่และการบำบัดด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ จึงเปิดกว้างมากขึ้น นี่ไม่ใช่แค่การเข้าใจร่างกายตัวเองลึกซึ้งขึ้น แต่คือประกายความหวังใหม่ในการเปลี่ยนโรคสิ้นหวัง ให้กลายเป็นโรคที่รักษาได้ในอนาคตอันใกล้
ที่มา : techspot








