ลามยันแผงวงจร PC เตรียมปรับราคา รับสถานการณ์ต้นทุนพุ่ง

[พายุลูกใหญ่] ไม่เพียงน้ำมันหรือชิปแรมแล้ว แต่หลังจากนี้ราคาชิ้นส่วนต่าง ๆ สำหรับอุปกรณ์ PC จะมีต้นทุนพุ่งสูงขึ้นหมด สืบเนื่องจากทั้ง การเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI , กำลังการผลิตที่จำกัด , มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน และสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ทั้งหมดต่างมัดรวมจนเป็นพายุลูกใหญ่ ที่ผู้ใช้ทั่วไปต้องเตรียมตัวรับสภาพกันทั่วโลก

“เรากำลังเห็นความท้าทาย ในห่วงโซ่อุปทานเกิดขึ้นในหลายจุด”

Natarajan Ramachandran ผู้อำนวยการของบริษัทผลิตชิป Broadcom กล่าวกับ Nikkei พร้อมกล่าวถึงชิ้นส่วนสำคัญอย่าง PCB หรือแผงวงจรที่อยู่ในอุปกรณ์ไอทีทุกชนิด ซึ่งระยะเวลารอคอยสินค้าเคยอยู่ที่ 6 สัปดาห์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น 6 เดือนไปแล้ว

“ปีนี้มีแนวโน้มที่จะแย่ แย่ยิ่งกว่าที่ประเมินไว้ซะอีก”

Anson Chiu ประธานบริษัท Lite-On Technology กล่าว พร้อมมองว่าปีนี้มีแรงกดดันจากทุกทิศ ที่แม้กระทั่งส่วนพลาสติกก็กำลังปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลต่อบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท นั่นหมายความว่าต้นทุนของกล่องบรรจุและตู้คอนเทนเนอร์ ก็กำลังพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน นับเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว

“ทุกอย่างกำลังแพงขึ้น”

ผู้จัดการฝ่ายห่วงโซ่อุปทานอีกรายกล่าวกับทางสำนักข่าว (สั้น ๆ ได้ใจความ)โดยอ้างอิงถึงหนังสือแจ้งการปรับขึ้นราคาจากบริษัท STMicroelectronics รวมถึงการขึ้นราคา PCB พลาสติก เรซิน และอื่น ๆ

Murata Manufacturing ของญี่ปุ่น และ Kingboard Laminates Group ของจีน ก็ถูกระบุว่าเป็นซัพพลายเออร์ที่กำลังปรับขึ้นราคาด้วย

การปรับขึ้นต้นทุนทั้งหมดนี้ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับอุตสาหกรรม PC ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับภาวะขาดแคลน มันเริ่มต้นจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 ในปี 2020

ช่วงสิ้นปีที่แล้ว ราคาของชิปหน่วยความจำ และชิปเก็บข้อมูล ก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการมหาศาล ที่เกิดจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI นอกจากนี้ ผู้ผลิต PC ยังต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน CPU จาก AMD และ Intel เนื่องจากผู้ผลิตชิปดังกล่าว กำลังจัดสรรการผลิตส่วนใหญ่ไปให้ฝั่งองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ของ AI นี้เอง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นแต่ตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ก็ยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับห่วงโซ่อุปทานขึ้นไปอีก แม้ว่าชิปล้ำสมัยจะไม่ได้ถูกผลิตในภูมิภาคนี้ แต่โรงงานเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั่วโลก ต่างพึ่งพาอะลูมิเนียม ฮีเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว ในการดำเนินงาน

อีกทั้งการส่งของก็ต้องเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันถูกอิหร่านปิดล้อม ไปแล้ว และยังต้องเจอการโจมตีจากอิหร่าน ที่ได้ทำลายเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan ในกาตาร์ ที่รับผิดชอบการจัดหาฮีเลียมเกรดเซมิคอนดักเตอร์ถึง 30% ของโลก

ปัจจุบันไม่เฉพาะฝั่งอุปกรณ์ PC แล้ว แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่าง Smart TV และหลอดไฟ LED ไปจนถึงรถยนต์และเครื่องบิน “ล้วนต้องการชิป” อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก คือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ 20% ของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกต้องไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากทุกสิ่งที่ต้องขนส่งในระยะทางไกลล้วนต้องพึ่งพาน้ำมัน นอกเหนือจากนั้น วัสดุอื่น ๆ อีกมากมายที่ใช้ในการทำชิปก็ยังได้มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น พลาสติกและฮีเลียม แต่แม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติลงในวันนี้ ก็คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติครับ

ที่มา : TomsHardware