โชว์จรวดใช้ซ้ำ แม้ดาวเทียมพัง แต่ยังลงจอดสำเร็จ

[อย่างน้อยก็..] ในระหว่างภารกิจ Artemis II รวมถึงการมาของคู่แข่งอย่าง SpaceX น่าจะกระตุ้นให้ Blue Origin บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon เร่งทดสอบจรวดใช้ซ้ำของบริษัทเป็นแน่ ล่าสุดพบสามารถลงจอดได้สำเร็จแล้ว ยืนยันการใช้ซ้ำได้ ทว่ายังไม่สามารถส่งดาวเทียมที่บรรทุกขึ้นสู่วงโคจรได้

นอกจาก SpaceX แล้ว Blue Origin ก็มีจรวดใช้ซ้ำไว้ในครอบครองเช่นกัน หรือในชื่อ “New Glenn” โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางบริษัทได้นำตัวบูสเตอร์ในชื่อ “Never Tell Me the Odds” ของตัวจรวดดังกล่าวกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง (หลังเคยถูกส่งขึ้นอวกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว) ให้มาลุยภารกิจเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของบริษัทเลย

สำหรับภารกิจเชิงพาณิชย์ครั้งนี้ก็ได้ทาง AST SpaceMobile บริษัทผู้ผลิตดาวเทียมของสหรัฐฯ ขอให้ช่วยจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะเดียวกันทาง Blue Origin ก็ต้องการทดสอบจรวดใช้ซ้ำจาก New Glenn ด้วยเช่นกัน

การปล่อยตัวเป็นไปอย่างราบรื่น โดยบูสเตอร์ท่อนแรก (GS1) ได้แยกตัวออกจากจรวด New Glenn หลังจากผ่านไป 3 นาที และลงจอดอย่างนุ่มนวลในนาทีที่ 10 หลังจากการจุดระเบิดเพื่อชะลอความเร็วสองครั้ง ตามที่แสดงในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ของ Jeff Bezos

อย่างไรก็ตาม หลายชั่วโมงต่อมาทีมงาน Blue Origin ได้ประกาศว่าตัวเพย์โหลดไม่สามารถเข้าสู่วงโคจรตามเป้าหมายได้ ส่วนทาง AST SpaceMobile ก็ประกาศเลยว่าตัวดาวเทียมได้แยกตัวออกจากยานพาหนะนำส่งและเปิดทำงานแล้ว แต่ระดับความสูงนั้นต่ำเกินกว่าที่จะรักษาการขับเคลื่อนผ่านตัว Thruster ได้ สุดท้ายตัวดาวเทียมก็หลุดออกจากวงโคจรและตกลงสู่ชั้นบรรยากาศในที่สุด

…คาดว่าค่าใช้จ่ายของดาวเทียมจะได้รับการชดเชยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้

ในส่วนจรวดท่อนบนมีหน้าที่ต้องจัดตำแหน่งดาวเทียมให้อยู่ในวงโคจร 458 กม. หลังจากเสร็จสิ้นการจุดระเบิดสองครั้ง จากนั้นดาวเทียมจะกางเสาอากาศขนาด 2,400 ตารางฟุต และเชื่อมต่อกับดาวเทียมอีก 6 ดวงในการทดสอบเครือข่ายความเร็วสูงส่งตรงถึงมือถือของ AST อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโทรมาตรเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าดาวเทียมไปถึงระดับความสูงเพียง 152 กม. ซึ่งต่ำกว่าค่าวงโคจรที่ต้องการมาก และขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

ใด ๆ ก็ตาม Blue Origin ก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง จากความสำเร็จในการนำบูสเตอร์ท่อนแรกกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นในภารกิจ New Glenn ครั้งที่สามเท่านั้น หากเปรียบเทียบกัน SpaceX ต้องใช้เวลาถึง 32 เที่ยวบิน กว่าจะนำบูสเตอร์ระดับวงโคจรที่เคยผ่านการบินมาแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

แต่ก็แน่นอนว่า Blue Origin จะต้องเร่งแก้ปัญหาจรวดท่อนบนให้ได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะเที่ยวบินต่อไปคือการปล่อยดาวเทียมบรอดแบนด์อย่าง Amazon Leo (เดิมชื่อ Project Kuiper) ด้วยจรวด New Glenn ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำดาวเทียม 48 ดวง (จากที่มีอยู่แล้ว 241 ดวง) ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อขยายเครือข่าย หวังชนกับกลุ่มดาวเทียมคู่แข่งของ Starlink อย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Engadget